กุ ม า ร ศั ล ย แ พ ท ย์

a paediatric surgeon

 

กุมารศัลยแพทย์ หรือหมอผ่าตัดเด็ก ดูแลคนไข้ประเภทไหนบ้าง ?

            ศัลยกรรมเด็กเป็นสาขาที่ค่อนข้างกว้าง แม้จะทำหน้าที่คล้ายคลึงกันคือ ให้การดูแลทางศัลยศาสตร์ (การผ่าตัด การดูแลก่อนและหลังการผ่าตัด) กับผู้ป่วยเด็ก หมอผ่าตัดเด็กในแต่ละสถาบันมีรายละเอียดในเรื่องขอบข่ายของโรค และอายุผู้ป่วยที่ดูแล แตกต่างกันไป เช่น หมอผ่าตัดเด็กในบางสถาบัน ทำผ่าตัดที่เกี่ยวกับสมองด้วย บางสถาบันทำผ่าตัดที่เกี่ยวกับปอดและหัวใจด้วย ในประเทศไทย เมื่อกล่าวถึงศัลยกรรมเด็ก โดยทั่วไปจะหมายถึงการดูแลทางศัลยศาสตร์ที่เกี่ยวกับช่องท้อง ทางเดินอาหาร ทางเดินน้ำดีและตับ ความพิการโดยกำเนิด ก้อนมะเร็งในเด็กนอกกระโหลกศีรษะ รวมถึงการผ่าตัดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์เป็นหลัก ตัวอย่างโรคที่เป็น"งานประจำ" ของหมอผ่าตัดเด็กได้แก่ การผ่าตัดไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบในเด็ก การผ่าตัดเพื่อรักษาไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน การผ่าตัดแก้ไขโรคลำไส้โป่งพอง การผ่าตัดก้อนมะเร็งในช่องท้อง ในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ศัลยกรรมเด็ก รับคนไข้ตั้งแต่แรกคลอดกระทั่งอายุสิบห้าปี การดูแลผู้ป่วยบางราย กุมารศัลยแพทย์ร่วมดูแลตั้งแต่ในระยะก่อนคลอด

 

นประเทศไทย การจะเป็นกุมารศัลยแพทย์ จะต้องผ่านการฝึกอบรมนานเท่าใด ?

            ปัจจุบัน แพทยสภากำหนดให้กุมารศัลยศาสตร์ เป็นแพทย์สาขาประเภทที่ ๒ กล่าวคือผู้ขอเข้ารับการฝึกอบรมจำเป็นต้องผ่านการเพิ่มพูนทักษะ (internship) แล้ว หากสมัครโดยใช้โควต้าของสถาบันต้นสังกัดสามารถสมัครได้ตั้งแต่เมื่อพ้นการฝึกเพิ่มพูนทักษะ หากสมัครอิสระ (free training) จะต้องปฏิบัติงานชดใช้ทุนในโรงพยาบาลของรัฐเพิ่มอย่างน้อยสองปี การฝึกอบรมเป็นได้สองลักษณะ คือ ก. ฝึกอบรม ๔ ปี (ศัลยศาสตร์ทั่วไป ๑ ปี กุมารศัลยศาสตร์ ๓ ปี) ข. ฝึกอบรมแบบต่อยอด หมายถึง ฝึกอบรมศัลยศาสตร์ทั่วไป ๔ ปี จนครบ และต่อยอดกุมารศัลยศาสตร์อีก ๓ ปี ในปัจจุบัน สถาบันที่ได้รับการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมในประเทศไทยมี ๑. โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ๒. โรงพยาบาลรามาธิปดี มหาวิทยาลัยมหิดล ๓. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ๔. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ ฯ กรมการแพทย์ ทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร รายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกอบรม หาเพิ่มเติมได้จากเวปไซด์ของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

            แพทยสภาเปิดโควต้า (ทุน) ให้โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปมีกุมารศัลยแพทย์ได้แห่งละ ๑-๒ ท่าน ดูข้อมูลได้จาก เวปไซต์ของแพทยสภา  

 

ความก้าวหน้าที่สำคัญของวิชากุมารศัลยศาสตร์ที่ผ่านมา มีเรื่องใดที่น่ากล่าวถึง ?

                  วิชากุมารศัลยศาสตร์ได้รับการริเริ่มและพัฒนาแยกจากศาสตร์ของการผ่าตัดโดยทั่วไปในระยะเวลาไม่ถึงร้อยปี ศัลยกรรมเด็กได้รับการริเริ่มจากกลุ่มศัลยแพทย์ในประเทศตะวันตกที่ให้ความสนใจในโรค พยาธิวิทยา และสรีรวิทยาของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กทารก ในการตอบสนองต่อการผ่าตัด รวมทั้งการพยุงสุขภาวะก่อนและหลังการผ่าตัด 

                  การพัฒนาที่สำคัญในกุมารศัลยศาสตร์ที่ผ่านมา แท้จริงเป็นเรื่องของการดูแลในระยะปริหัตถการ (peri-operative care) ซึ่งมีบทบาทเด่นชัดกว่าเทคนิคการผ่าตัดเสียด้วยซ้ำ ได้แก่ การพัฒนาการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้วาย (intestinal failure) ซึ่งเป็นภาวะหลักที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตในทารกที่มีความพิการแต่กำเนิดของระบบทางเดินอาหารและช่องท้อง นอกจากนี้ยังเป็นความก้าวหน้าในการพยุงระบบหายใจ การดูแลการติดเชื้อ เป็นต้น ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการทำงานร่วมกันแบบพหุสาขา

                              ในด้านเทคนิคการผ่าตัด เทคนิคซึ่งอาจถือว่าเป็น milestones ในระยะที่ผ่านมาคือ การผ่าตัดระบายน้ำดีในทารกที่ป่วยเป็นโรคท่อน้ำดีตีบ ตามแบบของอาจารย์ Kasai M แห่งมหาวิทยาลัยเซนได การผ่าตัดซ่อมสร้างทวารหนักตามแบบของ   Pena  A และอาจารย์ de Vries PA (1982) การผ่าตัดเปลี่ยนตับในเด็กโดยใช้ส่วนของตับจากมารดาหรือบิดา การสวนคลายการกลืนกันของลำไส้กลืนกันโดยใช้แรงดันลม (pneumatic reduction) ซึ่งพัฒนามาจากวิธีการของชาวจีน  เป็นต้น

                                                

 

ประเด็นที่น่าติดตามในปัจจุบันและแนวโน้มการพัฒนาวิชากุมารศัลยศาสตร์ในอนาคตเป็นอย่างไร ?

                           ประเด็นที่กำลังเป็น hot issue ในงานวิจัยทางกุมารศัลยศาสตร์ในปัจจุบัน ในทางคลินิกเป็นเรื่องของการผ่าตัดแบบลดการลุกล้ำหรือที่เรียก minimal invasive surgery หมายถึงการผ่าตัดผ่านกล้อง (endoscopic surgery) และผ่าตัดแบบส่องกล้อง (laparoscopic surgery) เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาใช้ในการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความพิการในโรค Hirschsprung และความพิการแต่กำเนิดของทวารหนักและเรคตั้ม การผ่าตัดลำไส้ ทางเดินน้ำดี และหัตถการบริเวณทรวงอกบางอย่าง

                             ในทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ประเด็นที่น่าสนใจคือการวิจัยทางอณูพันธุศาสตร์ (molecular genetics) เพื่อทำความเข้าใจพยาธิกำเนิดของโรค เช่นมะเร็งในเด็ก ตลอดจนความพิการทางกายวิภาคประเภทอื่น ที่การผ่าตัดไม่อาจเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ในการรักษา การวิจัยทางวิศวกรรมเนื้อเยื่อ (tissue engineering) เพื่อหาทางสร้างเนื้อเยื่อทดแทนส่วนที่ขาดไปจากความพิการโดยกำเนิด เช่นผนังหน้าท้อง ลำไส้ เป็นต้น นอกจากนี้ การวิจัยทางระบาดวิทยาและความร่วมมือในลักษณะพหุสถาบันเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกันในการวิจัยโรคที่พบน้อย ยังเป็นแนวทางที่กุมารศัลยแพทย์แต่ละสถาบันต่างให้ความสนใจและพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น

 

กุมารศัลยกรรมในประเทศไทยเป็นอย่างไร ได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใด ?

                     โดยภาพรวม มาตรฐานของการผ่าตัดเด็กในประเทศไทยอยู่ในมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม การดูแลบางประเภทเช่น การเปลี่ยนอวัยวะ การผ่าตัดด้วยเครื่องมือราคาสูงเช่น การผ่าตัดผ่านกล้องหรือส่องกล้อง ยังจำกัดอยู่เฉพาะในสถาบันที่พร้อมมากกว่าในด้านทรัพยากร การวิจัยทางกุมารศัลยศาสตร์ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ด้อยกว่าทั้งปริมาณงานและคุณภาพ เมื่อเทียบกับประเทศทีพัฒนาแล้ว ปัจจัยจำกัดที่สำคัญที่สุดคืองบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ เช่น ห้องปฏิบัติการวิจัย บุคลากร ฯลฯ เมื่อเรื่องที่เป็นประเด็นร้อน (in-trend issue) เช่นการเปลี่ยนอวัยวะ การผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ราคาแพง และศัลยแพทย์ไทยไม่สามารถแข่งขัน จึงดูคล้ายกับแนวโน้มการเคลื่อนที่ของกุมารศัลยศาสตร์ในประเทศไทยนั้น "ถึงทางตัน" อย่างไรก็ตาม การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานในกลุ่มกุมารศัลยแพทย์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เมื่อพิจารณาจากปริมาณผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ

                            เมื่อเทียบกับศัลยกรรมสาขาอื่นกุมารศัลยศาสตร์อาจไม่ได้รับความนิยมเท่าเนื่องจากมิได้เป็นสาขาที่สามารถสร้างรายได้มากนัก ทั้งการผ่าตัดอาจไม่หวือหวาเร้าใจเช่นการผ่าตัดหัวใจ การผ่าตัดสมอง อย่างไรก็ตาม เอกลักษณ์ในการดูแลทางกุมารศัลยกรรมที่ท้าทายคือ การให้ความละเอียดประณีต และใจรักในการดูแลคนไข้ตัวเล็ก ๆ และสิ่งตอบแทนประการหนึ่งที่กุมารศัลยแพทย์ได้รับอยู่เป็นประจำคือ ความสุขในการเฝ้ามองคนไข้ตัวเล็ก ๆ เหล่านั้น เติบโตและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ ด้วยความผิดพร่องน้อยที่สุด